ไทย เอสพีเอส นิวส์ เป็นเว็บข่าวเพื่อมวลชน เจาะลึก ทันเหตุการณ์ โดยสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนเพื่อสังคมประเทศไทย
คู่มือคดีปกครองฉบับผู้ปฏิบัติ.
(อ่านแล้ว 55 ครั้ง)
Share on Google+

  5 เรื่องจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับการต่อสู้คดีปกครอง: สรุปประเด็นสำคัญจากคู่มืออัยการสูงสุด

 

 

1. บทนำ

เมื่อต้องเผชิญกับ "คดีปกครอง" ไม่ว่าคุณจะเป็นข้าราชการที่ถูกฟ้องจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นหน่วยงานที่กำลังมีข้อพิพาทกับเอกชน ความรู้สึกแรกที่มักเกิดขึ้นคือความกังวลใจ เพราะกระบวนการยุติธรรมทางปกครองนั้นมีรายละเอียดที่ซับซ้อนและเคร่งครัดเรื่องขั้นตอนอย่างมาก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการต่อสู้คดีไปอย่างน่าเสียดาย

 

 

เพื่อให้การทำงานร่วมกับพนักงานอัยการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผมได้กลั่นกรอง "คู่มือแนวปฏิบัติการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครอง" ของสำนักงานอัยการสูงสุด ออกมาเป็น 5 ประเด็นสำคัญที่เป็นเสมือน "ความลับ" และ "กฎเหล็ก" ที่คนทำงานในภาครัฐต้องรู้ เพื่อเปลี่ยนความสับสนให้เป็นความมืออาชีพในการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ

2. ย้อนรอยความคลุมเครือ: ทำไมอดีตอัยการถึง (เคย) ไม่มีอำนาจในคดีปกครอง?

คุณอาจไม่เคยรู้ว่า ในอดีตอำนาจของพนักงานอัยการในการทำคดีปกครองนั้นเคยเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในสมัยนั้น ไม่ได้ระบุถึงอำนาจหน้าที่ในคดีปกครองไว้เลย อีกทั้งวิธีพิจารณาคดีปกครองยังมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากคดีแพ่งโดยสิ้นเชิง ทำให้เกิด "ช่องว่าง" และความขัดแย้งในการตีความอำนาจหน้าที่มาอย่างยาวนาน

จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในปี พ.ศ. 2553 เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายใหม่ที่ยุติปัญหาความไม่ชัดเจนนี้โดยสิ้นเชิง ดังที่คู่มือของอัยการสูงสุดได้ระบุไว้ว่า:

"เมื่อมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการในการดำเนินคดีปกครองไว้ชัดแจ้ง จึงทำให้ความเห็นที่ขัดแย้งในการดำเนินคดีปกครอง ของพนักงานอัยการยุติลง"

3. "เมื่อเห็นสมควร": อัยการไม่ได้มีหน้าที่รับแก้ต่างให้ทุกคนโดยอัตโนมัติ

หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อเป็นคดีปกครองแล้ว อัยการ "ต้อง" รับทำคดีให้ทุกหน่วยงานเสมอไป แต่ในความเป็นจริง กฎหมายแบ่งระดับความรับผิดชอบไว้ชัดเจนตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ดังนี้ครับ:

กลุ่มที่ต้องรับทำคดี (Mandatory): ตามมาตรา 14(3) พนักงานอัยการมีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินคดีแทน "รัฐบาล หน่วยงานของรัฐที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ราชการส่วนกลาง และราชการส่วนภูมิภาค (จังหวัด/อำเภอ)"

กลุ่มที่ใช้ดุลพินิจ (Discretionary): ตามมาตรา 14(4) และ (5) สำหรับ "ราชการส่วนท้องถิ่น (อบจ., อบต., เทศบาล), รัฐวิสาหกิจ, องค์การมหาชน" รวมถึง "เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องส่วนตัว" พนักงานอัยการจะรับว่าต่างหรือแก้ต่างให้ต่อเมื่อ "เห็นสมควร" เท่านั้น

การที่อัยการมีอำนาจใช้ดุลพินิจนี้ เป็นเสมือนตัวกรองสำคัญเพื่อพิจารณาว่า คดีนั้นๆ เป็นการรักษาผลประโยชน์ของรัฐและมีความเป็นธรรมเพียงพอที่จะให้พนักงานอัยการเข้าไปดำเนินการแทนหรือไม่

4. กฎเหล็ก 30 วัน: ระยะเวลาอุทธรณ์ที่ "ขยายไม่ได้"

 

 

ในโลกของคดีปกครอง "เวลา" คือปัจจัยที่ชี้ขาดผลแพ้ชนะได้ทันที โดยเฉพาะเรื่องการ "อุทธรณ์" ตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ หากคุณต้องการคัดค้านคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น คุณมีเวลาเพียง 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ระยะเวลา 30 วันนี้เป็นกฎหมายที่ศาล "ไม่มีอำนาจขยายให้" แม้จะมีเหตุจำเป็นเพียงใดก็ตาม หากส่งเรื่องให้อัยการล่าช้าจนเลยกำหนด คดีจะถึงที่สุดทันที

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หน่วยงานควรแยกแยะระหว่าง "ระยะเวลาอุทธรณ์" กับ "ระยะเวลาฟ้องคดี" โดยในกรณีการฟ้องคดีใหม่ (ซึ่งอาจมีระยะเวลา 90 วัน หรือ 1 ปี ตามมาตรา 51) คู่มือระบุคำแนะนำที่เป็นมาตรฐานทองคำว่า: หน่วยงานควรส่งเรื่องพร้อมเอกสารให้พนักงานอัยการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนครบกำหนดระยะเวลาฟ้องคดี เพื่อให้อัยการมีเวลาเตรียมตัวและรวบรวมหลักฐานอย่างรอบคอบ

5. ทำไมการส่งเอกสารทาง "ไปรษณีย์" ถึงเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้

นี่คือจุดที่หลายหน่วยงานพลาดมานักต่อนักครับ แม้ว่าตาม มาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ จะอนุญาตให้คู่กรณีส่งคำฟ้องต่อศาลทางไปรษณีย์และถือเอาวันประทับตราเป็นสำคัญได้ แต่กฎหมายนี้ "ไม่มีผลบังคับใช้กับพนักงานอัยการ"

พนักงานอัยการไม่มีบทบัญญัติกฎหมายรองรับให้ถือเอาวันประทับตราไปรษณีย์เป็นวันรับเรื่อง ดังนั้น หากหน่วยงานส่งเอกสารมาทางไปรษณีย์แล้วเกิดความล่าช้าจนล่วงพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์หรือฟ้องคดี ความเสียหายนั้นจะตกอยู่กับหน่วยงานทันที

วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดคือ หน่วยงานต้องมอบหมายให้ "ผู้ประสานงานคดี" นำเรื่องและเอกสารสำคัญมาส่งมอบด้วยตนเอง ณ สำนักงานคดีปกครอง เพื่อให้มีการตรวจรับและยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ในทันที

6. มากกว่าแค่ทนายรัฐ: เปิดขุมพลัง ‘คำสั่งเรียก’ ของอัยการที่คู่ความอีกฝ่ายต้องหนาว

พนักงานอัยการไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียง "ทนาย" ที่รอรับข้อมูลอยู่เฉยๆ แต่กฎหมาย (มาตรา 14 วรรคสอง) มอบอำนาจพิเศษให้พนักงานอัยการสามารถ "ออกคำสั่งเรียกบุคคลใดๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ" เพื่อค้นหาความจริงให้ได้ครบถ้วนที่สุดก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาล

ขุมพลังนี้ช่วยให้อัยการสามารถเจาะลึกถึงข้อเท็จจริงที่หน่วยงานอาจตกหล่นไปได้ อย่างไรก็ตาม อำนาจนี้มีข้อจำกัดที่น่าสนใจคือ อัยการจะใช้คำสั่งเรียกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาให้ถ้อยคำโดยที่ฝ่ายนั้นไม่ยินยอมไม่ได้ อำนาจนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมคดีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐให้รัดกุมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

7. บทสรุปและแง่คิดทิ้งท้าย

การเข้าใจกลไกเชิงลึกและ "Rules of Engagement" จากคู่มืออัยการสูงสุดฉบับนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความผิดพลาดในการดำเนินคดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐให้ก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ความสำเร็จในคดีปกครองไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการประสานงานที่รวดเร็ว ข้อมูลที่แม่นยำ และความเข้าใจในข้อจำกัดของกระบวนการทางกฎหมาย ในวันที่ข้อพิพาททางปกครองเพิ่มสูงขึ้น หน่วยงานของคุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะร่วมงานกับอัยการอย่างถูกวิธีและทันท่วงที?

 

 

Share on Google+
หนังสือพิมพ์ออนไลน์
เศรษฐกิจในประเทศ