ไทย เอสพีเอส นิวส์ เป็นเว็บข่าวเพื่อมวลชน เจาะลึก ทันเหตุการณ์ โดยสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนเพื่อสังคมประเทศไทย
บทความน่าสนใจ
เสรีภาพเลือกข้าง: ด่าเขาได้ทั้งวัน แต่พอโดนสวนกลับ เรียกหมิ่นประมาท
(อ่านแล้ว 16 ครั้ง)
Share on Google+

  เสรีภาพเลือกข้าง: ด่าเขาได้ทั้งวัน แต่พอโดนสวนกลับ เรียกหมิ่นประมาท

 



 

เสรีภาพไม่ใช่ของเล่น และยิ่งไม่ใช่กระบองไว้ตบหน้าคนอื่นตามอำเภอใจ
แต่ในสังคมไทยวันนี้ เรากำลังเห็น “เสรีภาพของบางกลุ่ม” ถูกใช้แบบเลือกข้าง
ตอนตัวเองด่า ประจาน ใส่ร้าย ปั่นกระแส—เรียกว่า วิจารณ์โดยสุจริต
แต่พอถูกตอบโต้ ถูกฟ้องกลับ—กลับร้องลั่นว่า ฟ้องปิดปากประชาชน

ภาพซ้ำซากที่สังคมคุ้นตา คือการเกิดขึ้นของ “พรรคนักร้อง” แข่งกันขู่ฟ้อง
อ้างว่าถูกวิจารณ์เกินเลย เสียชื่อเสียง
ทั้งที่ในอดีต คนกลุ่มเดียวกันนี่แหละ
เคยใช้วาทกรรมหยาบคายกับคนอื่นว่า
“วิจารณ์ไม่ได้ก็ไม่ต้องมี”
หรือเลวร้ายถึงขั้น “วิจารณ์ไม่ได้ก็ไปตายซะ”

นี่ไม่ใช่ความกล้า แต่คือ วุฒิภาวะที่บกพร่อง
และเป็นอาการของสังคมที่ขาดความละอายแก่ใจอย่างรุนแรง

ตรรกะวิบัติที่พบได้บ่อยคือ
ฉันด่าได้ แต่เธอห้ามฟ้อง
อ้างเสรีภาพปาก แต่ไม่ยอมรับความรับผิดชอบของคำพูด
พอใส่ร้ายป้ายสีเขาจนเสียหาย แล้วถูกดำเนินคดี
ก็รีบสวมบทเหยื่อ ร้องห่มร้องไห้กล่าวหาว่าโดน “คุกคามเสรีภาพ”

ถ้าไม่ไปแกว่งปากหาเสี้ยน
ถ้าไม่เอาข่าวเท็จ วาทกรรมเท็จ ไปทำร้ายคนอื่น
ใครจะลุกขึ้นมาฟ้องคุณ?

น่ารังเกียจยิ่งกว่านั้น คือขบวนการ “ล่าแม่มด”
อ้างเสรีภาพ แต่กลับคุกคามคนเห็นต่างถึงบ้าน ถึงที่ทำงาน
ลากครอบครัวของเขามาประจาน
ปากบอกสู้เพื่อสิทธิ
แต่การกระทำคือการทำลายสิทธิของผู้อื่นอย่างไม่เหลือซาก

สิทธิของฉัน คือการด่า การประจาน การระราน
สิทธิของเธอ ไม่มี—ถ้าเธอกล้าตอบโต้หรือฟ้องกลับ
นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
แต่มันคือ อันธพาลครองเมืองในคราบนักบุญ

กรณีการเมืองล่าสุดบางพื้นที่ ยิ่งตอกย้ำความต่างของวุฒิภาวะ
ฝั่งหนึ่งเลือกปั่นวาทกรรม ส่อเสียด บ่งชี้ตัวตนเพื่อเรียกเสียงเชียร์
อีกฝั่งกลับนิ่ง ไม่ลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับสงครามน้ำลาย
ไม่ไล่ฟ้องพร่ำเพรื่อ ไม่ใช้กฎหมายเป็นอาวุธข่มคน

นี่คือความต่างระหว่าง
บุคคลสาธารณะมืออาชีพ
กับ มือสมัครเล่นที่อยากเด่นด้วยการด่า

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครเสียงดังกว่า
แต่คือ—คนแบบไหนสมควรได้อำนาจบริหารประเทศ
คนที่ใช้เสรีภาพเป็นมีดแทงคนอื่น
แล้วใช้กฎหมายเป็นโล่ป้องกันตัวเอง
หรือคนที่เข้าใจว่า เสรีภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ

ประชาธิปไตยไม่ใช่สิทธิของฝ่ายเดียว
และผู้นำที่ดี ต้องมีมาตรฐานเดียวกับทุกคน
ไม่ใช่ Double Standard ที่เอาเปรียบสังคม

ก่อนจะเลือกใคร
ลองถามตัวเองให้ดี
เราอยากได้ ผู้นำประเทศ
หรือแค่ หัวโจกนักเลงคีย์บอร์ด
มานั่งใช้งบประมาณจากภาษีของเรา?

โดย:aekdon

Share on Google+
หนังสือพิมพ์ออนไลน์
เศรษฐกิจในประเทศ