(อ่านแล้ว 54 ครั้ง)
Pentagon ย้ำชัด “ไม่ใช่สงครามไม่มีวันจบ” แต่ยังไม่กำหนดเส้นตายปฏิบัติการอิหร่าน
สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังสหรัฐฯ และ Israel เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่อ Iran เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา นับเป็นการปะทะที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยมีรายงานว่าเป้าหมายในอิหร่านถูกโจมตีกว่า 1,250 แห่ง เรือรบจม 11 ลำ และอยาตอลเลาะห์ Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ในการแถลงข่าวครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น Dan Caine ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐฯ ยอมรับว่า ปฏิบัติการทางทหารต้องใช้เวลา และมีแนวโน้มจะเกิดความสูญเสียเพิ่มเติม แม้กองทัพจะพยายามจำกัดความเสียหายให้มากที่สุดก็ตาม
ด้าน Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุชัดว่า เป้าหมายหลักคือการทำลายขีดความสามารถทางเรือและระบบขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าอาจใช้ปกป้องโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต แม้อิหร่านจะยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีเป้าหมายสร้างอาวุธดังกล่าว
เฮกเซธปฏิเสธกระแสวิจารณ์ที่มองว่านี่คือ “สงครามไม่มีวันจบ” โดยย้ำว่า สถานการณ์นี้ “ไม่ใช่อิรัก” และจะไม่เดินซ้ำรอยสงครามยืดเยื้อแบบในอดีต อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธตอบคำถามเรื่องกรอบเวลา ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า ปฏิบัติการอาจดำเนินต่อเนื่องอีกราว 4 สัปดาห์
ความสูญเสียเริ่มปรากฏ
แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรจะสามารถสกัดโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านได้จำนวนมาก แต่กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับว่า มีทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 นาย และบาดเจ็บอีกหลายราย นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตยิงเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐฯ ตกโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม
พล.อ.เคน ยอมรับตรงไปตรงมาว่า “เราคาดว่าจะสูญเสียเพิ่มเติม” พร้อมย้ำว่านี่คือ “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่”
ข้อครหา “สงครามที่เลือกเอง”
ฝั่งพรรคเดโมแครตวิจารณ์ว่า นี่อาจเป็น “war of choice” หรือสงครามที่สหรัฐฯ เลือกเปิดฉากเอง โดยตั้งคำถามถึงเหตุผลด้านข่าวกรอง หลังมีรายงานว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่องภัยคุกคามขีปนาวุธจากอิหร่านไม่ได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลข่าวกรองอย่างชัดเจน
แหล่งข่าวระบุว่า ในการประชุมลับกับสมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารยอมรับว่า ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าอิหร่านเตรียมโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ล่วงหน้า ซึ่งดูขัดแย้งกับคำแถลงก่อนหน้า ที่ระบุว่าการโจมตีเป็นการ “ชิงลงมือก่อน”
ผลสำรวจของ Reuters/อิปซอส พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 ที่สนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความสูญเสีย และแรงกระเพื่อมทางการเมืองก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม
เสริมกำลังต่อเนื่อง แต่ยังไร้ทหารภาคพื้นดิน
แม้การโจมตีจะขยายวงกว้าง สหรัฐฯ ยืนยันว่า ยังไม่มีการส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน แต่ก็ไม่ปิดประตูความเป็นไปได้นั้น นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า อำนาจทางอากาศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจภายในอิหร่าน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะชนะหรือไม่” แต่คือ “จะจบอย่างไร”
เพราะในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง หลายสงครามเริ่มต้นด้วยคำยืนยันว่า “ไม่นาน” และ “ไม่ยืดเยื้อ” แต่ปลายทางกลับซับซ้อนเกินกว่าที่ใครคาดคิด
สถานการณ์ครั้งนี้จึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในสนามรบ และในสนามการเมืองภายในสหรัฐฯ เอง.
















