ไทย เอสพีเอส นิวส์ เป็นเว็บข่าวเพื่อมวลชน เจาะลึก ทันเหตุการณ์ โดยสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนเพื่อสังคมประเทศไทย
บทความน่าสนใจ
“ทิด” กับ “สมี” ต่างกันอย่างไร? เมื่อผ้าเหลืองไม่อาจปกปิดความผิด และสังคมไทยต้องเรียนรู้มากกว่าการดราม่า
(อ่านแล้ว 7 ครั้ง)
Share on Google+

  

“ทิด” กับ “สมี” ต่างกันอย่างไร? เมื่อผ้าเหลืองไม่อาจปกปิดความผิด และสังคมไทยต้องเรียนรู้มากกว่าการดราม่า

 

 

ในสังคมไทย เมื่อผู้ชายคนหนึ่งลาสิกขา เรามักเรียกว่า “ทิด” แต่ถ้าอดีตพระรูปนั้นทำผิดร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก หลายคนจะใช้คำว่า “สมี” สองคำนี้จึงไม่ได้ต่างกันเพียงภาษา หากยังสะท้อน “เส้นแบ่งทางศีลธรรม” ที่สังคมใช้มองคนซึ่งเคยอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

ทิด คือคำเรียกชายที่เคยบวชแล้วลาสิกขา ไม่ว่าจะบวชตามประเพณี บวชศึกษาพระธรรม หรือออกมาใช้ชีวิตฆราวาสตามปกติ คำนี้มีนัยของการให้เกียรติ เพราะในอดีตผู้ที่ผ่านการบวชเรียนมักได้รับการยอมรับว่าเป็น “คนสุก” คือผ่านการอบรมทางศีลธรรมมาแล้ว

ส่วน สมี อ่านว่า “สะ-หฺมี” ในความหมายที่ใช้กันปัจจุบัน หมายถึงพระภิกษุผู้ต้องอธิกรณ์ขั้นปาราชิก จึงเป็นคำที่มีน้ำหนักเชิงตำหนิและลดทอนความน่าเชื่อถืออย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การใช้คำนี้กับบุคคลใดควรอยู่บนข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบ ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสหรือคลิปเพียงบางส่วน ความหมายของคำสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้จากพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ORST

ต้องเข้าใจก่อนว่า “ทำผิดวินัย” ไม่ได้แปลว่า “ปาราชิก” ทุกกรณี

คำว่า ปาราชิก หมายถึงอาบัติหนักที่สุดในพระวินัย เมื่อภิกษุล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่ง ย่อมขาดจากความเป็นภิกษุและไม่อาจกลับมาบวชเป็นภิกษุได้อีกตามหลักพระธรรมวินัย โดยมี 4 ประการสำคัญ คือ

  • เสพเมถุน
  • ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ถึงเกณฑ์ที่พระวินัยกำหนด
  • จงใจทำให้มนุษย์เสียชีวิต รวมถึงชักชวนหรือจัดการให้เกิดการฆ่า
  • อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริง เช่น อ้างว่าตนบรรลุธรรม มีฌาน หรือมีคุณวิเศษ ทั้งที่รู้ว่าไม่จริง

พระไตรปิฎกระบุว่า ผู้ต้องปาราชิกย่อมไม่สามารถอยู่ร่วมในสังฆกรรมกับภิกษุทั้งหลายได้ดังเดิม 84000

แต่ต้องเน้นว่า ไม่ใช่ความผิดทุกอย่างจะเป็นปาราชิก พระวินัยมีอาบัติหลายระดับ ตั้งแต่ความผิดที่แก้ไขได้ด้วยการแสดงอาบัติ ไปจนถึงความผิดหนักที่ต้องเข้าสู่กระบวนการของสงฆ์ ดังนั้น การเห็นพระจับเงิน พูดไม่เหมาะสม แสดงพฤติกรรมหรูหรา หรือทำผิดระเบียบบางอย่าง แล้วสรุปทันทีว่า “ปาราชิก” อาจไม่ถูกต้องตามหลักวินัย แม้พฤติกรรมนั้นอาจไม่เหมาะสมและทำลายศรัทธาก็ตาม

ผ้าเหลืองคือความไว้วางใจ ไม่ใช่เกราะคุ้มกัน

พระภิกษุไม่ใช่เพียงบุคคลธรรมดาที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย แต่เป็นผู้รับสถานะทางศีลธรรมจากสังคม ญาติโยมถวายอาหาร เงิน สิ่งของ และความเคารพ เพราะเชื่อว่าผู้รับกำลังดำเนินชีวิตเพื่อการละกิเลสและสืบทอดพระศาสนา

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระละเลยวินัย ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดกับตัวพระเพียงคนเดียว แต่กระทบอย่างน้อย 4 ระดับ

  • ระดับบุคคล: ผู้กระทำสูญเสียสถานะ ความน่าเชื่อถือ และอาจต้องรับผิดทางกฎหมาย
  • ระดับผู้เสียหาย: ผู้เกี่ยวข้องอาจได้รับบาดแผลทางกาย จิตใจ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน
  • ระดับองค์กรสงฆ์: วัดและคณะสงฆ์ถูกตั้งคำถามเรื่องการตรวจสอบและความโปร่งใส
  • ระดับสังคม: ประชาชนบางส่วนอาจเหมารวมจนหมดศรัทธาต่อพระสงฆ์ทั้งระบบ

ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงว่า “พระรูปนั้นผิดหรือไม่” แต่รวมถึงคำถามว่า ก่อนเกิดเหตุมีใครเห็นสัญญาณหรือไม่ เหตุใดไม่มีการตักเตือน เหตุใดระบบตรวจสอบจึงทำงานช้า และเหตุใดบางกรณีต้องรอให้สื่อเปิดโปงก่อนจึงเริ่มดำเนินการ

วิกฤตศรัทธาไม่ได้เกิดจากข่าว แต่เกิดจากการปกปิด

หลายคนมองว่าการเปิดเผยความผิดของพระทำให้ศาสนาเสื่อม แต่ในความเป็นจริง การตรวจสอบอย่างสุจริตไม่ใช่การทำลายศาสนา สิ่งที่ทำลายศรัทธามากกว่าคือการเพิกเฉย ปกป้องผู้กระทำผิด ปิดปากผู้เสียหาย หรือใช้คำว่า “บาป” และ “กรรม” มาห้ามประชาชนตั้งคำถาม

พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับความจริง เหตุผล ความรับผิดชอบ และความละอายต่อบาป การรักษาศาสนาจึงไม่ใช่การรักษาภาพลักษณ์ของบุคคล แต่คือการรักษาหลักธรรมวินัย

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบต้องไม่กลายเป็นศาลเตี้ย เราควรแยกให้ออกระหว่าง

  • ข้อกล่าวหา ซึ่งยังต้องตรวจสอบ
  • หลักฐาน ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
  • คำวินิจฉัยทางพระธรรมวินัย ซึ่งมีกระบวนการของสงฆ์
  • ความผิดทางกฎหมาย ซึ่งเป็นอำนาจของกระบวนการยุติธรรม

การผิดพระวินัยกับการผิดกฎหมายอาจเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน บางการกระทำผิดวินัยแต่ไม่เป็นความผิดอาญา ขณะที่บางการกระทำอาจผิดทั้งวินัยและกฎหมาย ผู้กระทำจึงต้องรับผิดในแต่ละระบบอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วถือว่าเรื่องทั้งหมดจบลง

ทำไมปัญหาพระนอกวินัยจึงเกิดซ้ำ?

หากมองให้ลึก ปัญหาไม่ได้เกิดจาก “คนไม่ดีมาบวช” เพียงประโยคเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายเงื่อนไข

  • การคัดกรองและอบรม: บางแห่งเน้นพิธีบวชมากกว่าการเตรียมความพร้อมด้านพระธรรมวินัยและสุขภาวะทางจิต
  • โครงสร้างอำนาจ: วัดบางแห่งบริหารแบบรวมศูนย์ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือญาติโยมไม่กล้าทักท้วง
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: เงินบริจาค วัตถุมงคล งานพิธี และชื่อเสียง อาจเปลี่ยนวัดให้กลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางธุรกิจ
  • วัฒนธรรมยกพระเหนือการตรวจสอบ: ความเคารพที่ขาดการใช้ปัญญาเปิดช่องให้บางคนใช้อำนาจทางศรัทธาแสวงหาประโยชน์
  • สื่อสังคมออนไลน์: พระสามารถมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว แต่ชื่อเสียงอาจนำมาซึ่งรายได้ อำนาจ และความยึดติด จนบทบาทนักบวชปะปนกับอินฟลูเอนเซอร์
  • ระบบร้องเรียนที่ไม่ปลอดภัย: ผู้เสียหายหรือผู้พบเห็นอาจกลัวอิทธิพล กลัวถูกประณาม หรือกลัวถูกกล่าวหาว่าทำลายศาสนา

สังคมไทยควรเดินต่ออย่างไร?

ประการแรก ต้องแยก พระพุทธศาสนา ออกจาก พฤติกรรมของพระบางรูป พระที่ทำผิดไม่ได้แปลว่าหลักธรรมผิด เช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพที่ทำผิดไม่ได้ทำลายคุณค่าของวิชาชีพทั้งหมด แต่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมีระบบรับผิดชอบที่เข้มแข็ง

ประการที่สอง คณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเปิดเผยกระบวนการตรวจสอบให้โปร่งใส มีกรอบเวลา มีช่องทางคุ้มครองผู้ร้องเรียน และไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือลำดับสมณศักดิ์ขัดขวางความจริง

ประการที่สาม วัดควรมีระบบบัญชีที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเงินบริจาคและทรัพย์สินที่มาจากศรัทธาสาธารณะ เพราะความโปร่งใสไม่ใช่การลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ศรัทธาถูกนำไปใช้ผิดทาง

ประการที่สี่ ญาติโยมต้องเปลี่ยนจาก “ศรัทธาแบบฝากชีวิตไว้กับบุคคล” เป็น “ศรัทธาที่มีปัญญา” พระเทศน์เก่ง มีผู้ติดตามมาก สร้างวัตถุมงคลดัง หรือปรากฏตัวในสื่อบ่อย ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ควรพิจารณาจากความเรียบง่าย ความสม่ำเสมอ การเคารพวินัย และการไม่แสวงหาประโยชน์จากความเชื่อของผู้อื่น

ประการสุดท้าย สังคมควรเปิดพื้นที่ให้ผู้กระทำผิดกลับตัวในฐานะมนุษย์ แต่การให้อภัยไม่เท่ากับการลบความรับผิด ผู้ที่ลาสิกขาอย่างถูกต้องควรได้รับโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ส่วนผู้ที่กระทำผิดต้องยอมรับผลของการกระทำ เยียวยาผู้เสียหาย และรับผิดตามพระธรรมวินัยหรือกฎหมายก่อน

บทสรุป

“ทิด” คือผู้ที่ผ่านชีวิตในสมณเพศแล้วกลับมาเป็นฆราวาส ส่วน “สมี” เป็นคำที่สังคมใช้เรียกอดีตพระผู้ต้องอาบัติร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก แต่สิ่งสำคัญกว่าการเลือกคำเรียก คือการเข้าใจข้อเท็จจริงและไม่ใช้ถ้อยคำตัดสินใครก่อนกระบวนการตรวจสอบจะสิ้นสุด

พระที่ดีมีอยู่มาก และไม่ควรถูกเหมารวมเพราะความผิดของคนบางกลุ่ม ขณะเดียวกัน ความเป็นพระก็ไม่ควรเป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบ

การเคารพพระศาสนา ไม่ได้หมายถึงการหลับตาให้กับความผิด
การปกป้องพระศาสนา ไม่ใช่การปกป้องผู้ละเมิดพระธรรมวินัย
และศรัทธาที่มั่นคงที่สุด คือศรัทธาที่กล้าตั้งคำถามด้วยสติ ปัญญา และความเป็นธรรม

Share on Google+
หนังสือพิมพ์ออนไลน์
เศรษฐกิจในประเทศ