(อ่านแล้ว 17 ครั้ง)
คาเมเนอีขู่แรง สหรัฐฯ ขยับเมื่อใด ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ เตือนทรัมป์เล็งทรัพยากรอิหร่าน
สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกคำเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า การโจมตีใด ๆ จากสหรัฐอเมริกา จะไม่จบแค่การเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศ แต่จะลุกลามกลายเป็น “สงครามระดับภูมิภาค” ทันที
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของกองทัพสหรัฐฯ ที่ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมกองเรือรบ เข้าประจำการในทะเลอาหรับ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกดดันอิหร่านทั้งทางการทหารและการเมือง
คาเมเนอีกล่าวหาว่าสหรัฐฯ มีเป้าหมายแท้จริงคือทรัพยากรของอิหร่าน ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุสำคัญ พร้อมย้ำว่า วอชิงตันต้องการกลับมาควบคุมอิหร่านเช่นเดียวกับในอดีต อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าอิหร่านไม่ใช่ฝ่ายยั่วยุ และไม่มีแผนโจมตีประเทศใด แต่หากถูกคุกคามหรือถูกรุกราน อิหร่านจะตอบโต้ “อย่างหนักและเด็ดขาด”
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ตอบโต้ด้วยท่าทีที่ยังเปิดช่องให้การเจรจา โดยระบุว่าสหรัฐฯ มีอำนาจทางทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอยู่ในพื้นที่ และหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ในไม่กี่วันข้างหน้า โดยเฉพาะในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของสหรัฐฯ หากการเจรจาล้มเหลว ทรัมป์ก็ทิ้งท้ายอย่างมีนัยว่า “เวลานั้นเราจะรู้ว่าใครพูดถูก”
ขณะเดียวกัน ภายในอิหร่านเอง สถานการณ์ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน คาเมเนอีเรียกการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศว่าเป็น “การรัฐประหาร” และสนับสนุนการปราบปรามอย่างเด็ดขาด ท่ามกลางรายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศที่ระบุว่ามีผู้ถูกจับกุมเกือบ 50,000 คน และมีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่รัฐบาลอิหร่านประกาศอย่างมาก
ความรุนแรงครั้งนี้ หากได้รับการยืนยัน อาจเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่สุดในอิหร่านในรอบหลายทศวรรษ และทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงความโกลาหลในช่วงการปฏิวัติอิสลามปี 1979
นอกจากนี้ อิหร่านยังเตรียมจัดการฝึกซ้อมทางทหารด้วยกระสุนจริงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันทั้งหมด สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานโลก ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ออกโรงเตือนอิหร่านไม่ให้คุกคามเรือรบหรือขัดขวางการเดินเรือในพื้นที่
เมื่อแรงกดดันจากภายนอกมาบรรจบกับความปั่นป่วนภายในประเทศ อิหร่านจึงกลายเป็นจุดศูนย์กลางความเสี่ยงครั้งใหม่ของโลก คำถามสำคัญคือ การข่มขู่และแสดงแสนยานุภาพครั้งนี้ จะนำไปสู่โต๊ะเจรจา หรือเป็นเพียงฉากเปิดของวิกฤตครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางที่โลกไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

















