(อ่านแล้ว 20 ครั้ง)
“น้ำมันโลกพุ่ง 4% สะเทือนตลาด หลังสหรัฐส่งสัญญาณแข็งกร้าว อิหร่านไม่ข้าม ‘เส้นแดง’”
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวแรงกว่า 4% เมื่อวันพุธ (18 ก.พ.69) ตามเวลาสหรัฐ หลังถ้อยแถลงจากฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จุดกระแสความกังวลว่า ความตึงเครียดกับอิหร่านอาจลุกลามเกินเวทีเจรจา
รายงานของ CNBC ระบุว่า ตลาดตอบรับทันที หลังรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ออกมาระบุว่า อิหร่านยังไม่ตอบสนองต่อ “เส้นแดง” สำคัญของสหรัฐฯ ในการเจรจานิวเคลียร์ พร้อมย้ำว่าทางเลือกทางทหารยังคงอยู่ หากการทูตไม่สามารถยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานได้
ผลสะท้อนชัดเจนในกระดานซื้อขาย
-
น้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) พุ่งขึ้น 2.86 ดอลลาร์ หรือ 4.59% ปิดที่ 65.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
-
น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงตลาดโลก ปรับขึ้น 2.93 ดอลลาร์ หรือ 4.35% ปิดที่ 70.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน ราคาน้ำมันเพิ่งอ่อนตัวลง หลังรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ให้สัมภาษณ์ว่าสัญญาณการหารือกับสหรัฐฯ เป็นไปในเชิง “สร้างสรรค์” และมีความคืบหน้าในระดับหลักการ ทำให้นักลงทุนมองว่าโอกาสบรรลุข้อตกลงยังเปิดกว้าง
การเจรจาดังกล่าวมีตัวแทนสหรัฐฯ อย่าง สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ เข้าหารือกับฝ่ายอิหร่านที่นครเจนีวา
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของรองประธานาธิบดีแวนซ์ที่ให้สัมภาษณ์ผ่าน Fox News กลับเปลี่ยนบรรยากาศตลาดโดยสิ้นเชิง เขาระบุชัดว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนด “เส้นแดง” บางประการไว้ และหากอิหร่านไม่ยอมรับ เงื่อนไขทางทหารก็ยังเป็นตัวเลือก
วิเคราะห์สถานการณ์
ตลาดพลังงานตอบสนองต่อ “ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์” (geopolitical risk premium) อย่างรวดเร็ว เพราะหากเกิดความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางจริง ย่อมกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันและอุปทานโลกทันที
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนภาพชัดเจนว่า ราคาน้ำมันไม่ได้เคลื่อนไหวเพียงตามปัจจัยอุปสงค์-อุปทาน แต่ยังผูกพันกับสัญญาณทางการเมืองและความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
คำถามสำคัญจากนี้คือ การเจรจาจะเดินหน้าต่ออย่างไร และวาทกรรมแข็งกร้าวครั้งนี้เป็นเพียง “กลยุทธ์ต่อรอง” หรือสัญญาณจริงของการยกระดับสถานการณ์
เพราะทุกถ้อยคำจากผู้นำมหาอำนาจในเวลานี้ ไม่ได้สะเทือนแค่เวทีการเมืองโลก แต่กำลังเขย่ากระเป๋าผู้บริโภคทั่วโลกผ่านราคาพลังงานโดยตรง.

















