(อ่านแล้ว 41 ครั้ง)
“ปิดฉาก MOU 44: 25 ปีไร้คำตอบ เจรจา 5 ครั้งไม่คืบ สมช.ชงล้มกรอบเดิม เปิดทางตั้งเกมใหม่”
มติของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการยกเลิก MOU 2544 ระหว่างไทย–กัมพูชา ไม่ใช่เพียงการ “ปิดแฟ้มเก่า” แต่สะท้อนความพยายามรีเซ็ตยุทธศาสตร์การเจรจาทรัพยากรใต้ทะเลครั้งสำคัญ หลังปล่อยให้กรอบเดิมยืดเยื้อมานานกว่า 2 ทศวรรษ
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายเหตุผลหลัก 3 ประการที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงนโยบายแล้ว สะท้อนภาพชัดว่า “ต้นทุนของการคงกรอบเดิม” สูงกว่าประโยชน์ที่คาดหวัง
หนึ่ง: กรอบเจรจาที่ไร้ประสิทธิภาพ
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา การเจรจาภายใต้ MOU 2544 เกิดขึ้นเพียง 5 ครั้ง และไม่สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมได้เลย ตรงกันข้าม กลับกลายเป็นชนวนให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล และเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างสองประเทศ มากกว่าจะสร้างความร่วมมือด้านพลังงานหรือทรัพยากรร่วม
สอง: ปิดกรอบเดิม เพื่อเปิดดีลใหม่
การยกเลิก MOU ครั้งนี้ เท่ากับ “ยุติการเจรจาในสนามเดิม” พร้อมส่งสัญญาณถึงกัมพูชาว่า หากยังต้องการเดินหน้าความร่วมมือ ไทยพร้อมเปิดโต๊ะใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน โปร่งใส และลดความเสี่ยงต่อข้อพิพาทซ้ำรอย
สาม: ปมเขตแดนยังไม่จบ เจรจาทรัพยากรย่อมไม่เกิด
ข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ทำให้ “โจทย์ใหญ่” อย่างการกำหนดเขตแดนทางทะเลยังไม่คลี่คลาย เมื่อฐานรากยังไม่ชัด การพัฒนาทรัพยากรร่วมจึงแทบเป็นไปไม่ได้ การยกเลิก MOU จึงถูกมองว่าเป็นการตัดวงจรความล้มเหลว และปูทางสู่การเจรจาที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงมากขึ้น
ภาพใหญ่: จากความล้มเหลวสู่การตั้งต้นใหม่
การตัดสินใจของ สมช. ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการ “ยกเลิกเอกสาร” แต่เป็นการปรับท่าทีเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในประเด็นทรัพยากรข้ามพรมแดน โดยหวังลดแรงปะทะ และเพิ่มโอกาสในการใช้ทรัพยากรใต้ทะเลให้เกิดประโยชน์จริง
ขั้นตอนถัดไปคือการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า “เกมใหม่” ที่กำลังจะเริ่มขึ้น จะต่างจาก 25 ปีที่ผ่านมาได้มากเพียงใด—หรือจะเป็นเพียงการเริ่มนับหนึ่งใหม่ในโจทย์เดิมที่ยังไร้คำตอบ.

















