(อ่านแล้ว 23 ครั้ง)
“ทอง 246” ยังไม่จบ…ถึงคิว “อั๊ง เมืองชล” ป.ป.ช.ลุยแจ้งความคดีติดสินบน สะเทือนวงการเซียนพระ
วงการเซียนพระที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายศรัทธา วันนี้กลับเต็มไปด้วยคดีอื้อฉาว ไล่ตั้งแต่แก๊ง “เซียนกระดาษ” หลอกลงทุนมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท ไปจนถึงศึกปะทะกันเองระหว่าง “มาดามเก่ง” กับ “โทน บางแค” ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
แต่ล่าสุดชื่อที่มาแรงที่สุดกลับเป็น “อั๊ง เมืองชล” หรือ นายสมภพ ไทยธีระเสถียร เซียนพระชื่อดังที่ถูกสำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งความดำเนินคดีฐานพยายามติดสินบนเจ้าพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยเชื่อว่าเป็นความพยายามวิ่งเต้นเพื่อช่วยให้ตัวเองรอดพ้นจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปเป็นพยานเท็จให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
แหล่งข่าวระบุว่า ป.ป.ช. มีทั้งพยานบุคคลและภาพจากกล้องวงจรปิดที่ถูกมองว่าเป็นหลักฐานสำคัญในการมัดตัว ขณะที่คนในวงการต่างจับตาว่า จากเดิมที่หลายคนคิดว่า “เซียนพระคนอื่น” อาจเป็นฝ่ายพลาดก่อน สุดท้าย “อั๊ง เมืองชล” อาจกลายเป็นคนแรกที่ถูกดำเนินคดีอาญาอย่างจริงจัง
คดีนี้ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องบุคคล แต่กำลังเปิดภาพของ “วัฒนธรรมเส้นสาย” ที่ฝังรากลึกในบางเครือข่าย ทั้งการใช้เงิน ใช้คนกลาง ใช้อำนาจ และความสัมพันธ์สีเทา เพื่อพยายามบิดกระบวนการตรวจสอบของรัฐ
ต้นทางของเรื่องทั้งหมดโยงกลับไปยังคดีตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ซึ่งมีข้อกล่าวหาเรื่องการตบแต่งบัญชีทรัพย์สิน โดยมีบุคคลหลายฝ่ายเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งเซียนพระชื่อดัง อดีตอนุกรรมการ ป.ป.ช. และนายตำรวจระดับ พ.ต.ท.
แม้ฝ่ายของ “โจ๊ก สุรเชชษฐ์” จะยืนยันมาตลอดว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่คำถามสำคัญที่สังคมยังรอคำตอบคือ หากทุกอย่างโปร่งใสจริง เหตุใดจึงต้องมีการตบแต่งข้อมูล และหากไม่มีความพยายามซื้อใจเจ้าหน้าที่ เหตุใดจึงปรากฏภาพการยื่นซองหรือยื่นเงินภายในพื้นที่ของ ป.ป.ช.
คนในองค์กร ป.ป.ช. บางส่วนมองว่า เครือข่ายลักษณะนี้อาจเคยชินกับแนวคิดว่า “ทุกอย่างมีราคา” ทุกระบบต่อรองได้ และทุกด่านสามารถเปิดทางด้วยผลประโยชน์ แต่ครั้งนี้กลับมีเจ้าหน้าที่ที่ไม่ยอมเล่นตามเกม
จุดที่ทำให้คดีนี้น่าจับตา ไม่ใช่เพียงการจับคนยื่นซอง แต่คือการสาวไปให้ถึง “คนสั่ง คนประสาน และคนได้ประโยชน์” เพราะหากปล่อยให้การตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐยังถูกแทรกแซงได้ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมก็แทบไม่เหลือ
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามหนัก คือเหตุใดคดีตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ซึ่งกำลังจะครบอายุความ 5 ปี ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงยังไม่มีมติชี้ขาดจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงหลักฐานสำคัญอย่าง “ทองคำ 246 บาท” และเคยมีสัญญาณว่าจะสรุปผลภายในต้นปี
ทว่า หลังการโยกย้ายและปรับโครงสร้างอำนาจภายในองค์กร เรื่องกลับเงียบผิดปกติ จนเกิดคำถามว่า ป.ป.ช. กำลังเดินหน้าคดีอย่างจริงจัง หรือกำลังปล่อยให้เรื่องค่อยๆ เลือนหายไปตามแรงอำนาจทางการเมือง
คดีนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ข่าวฉาวของเซียนพระ แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศไทยยังมีพื้นที่ให้ “ความซื่อสัตย์ของเจ้าหน้าที่รัฐ” ยืนหยัดได้หรือไม่ และยุคที่ใช้เงินซื้อความเงียบ ใช้ทองคำพลิกคดี จะจบลงได้จริงหรือเปล่า



















