ไทย เอสพีเอส นิวส์ เป็นเว็บข่าวเพื่อมวลชน เจาะลึก ทันเหตุการณ์ โดยสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนเพื่อสังคมประเทศไทย
แจก AI ฟรี 5 ล้านสิทธิ์ “TH-AI Passport” ยกระดับคนไทย หรือแค่โครงการหรูใช้งบมหาศาล?
(อ่านแล้ว 7 ครั้ง)
Share on Google+

  

แจก AI ฟรี 5 ล้านสิทธิ์ “TH-AI Passport” ยกระดับคนไทย หรือแค่โครงการหรูใช้งบมหาศาล?

 

 

รัฐบาลไทยผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เปิดเกมใหญ่ด้วยโครงการ “TH-AI Passport” ใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท เปิดสิทธิ์ให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง Generative AI ระดับ Pro ฟรีนาน 1 ปี โดยอ้างเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดแข่งขันประเทศในยุค AI Economy

ทันทีที่ข่าวออกมา เสียงสังคมแบ่งออกเป็นสองฝั่งชัดเจน
ฝั่งหนึ่งมองว่า “นี่คือการลงทุนแห่งอนาคต”
อีกฝั่งกลับตั้งคำถามว่า “รัฐกำลังเอาภาษีไปซื้อ AI ต่างชาติหรือไม่?”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “แจกฟรีดีไหม”
แต่คือ “ประเทศไทยจะได้อะไรกลับมา?”

จุดแข็งของโครงการ : ถ้าทำถูก ประเทศได้มากกว่าแค่ AI ฟรี

ในมุมเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องยอมรับว่า AI วันนี้ไม่ใช่ของเล่น แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” คล้ายอินเทอร์เน็ตในอดีต รัฐบาลเองก็ยกเหตุผลว่า ประเทศที่เข้าถึง AI ได้เร็ว จะเพิ่มผลิตภาพแรงงานและแข่งขันได้ดีกว่า

จุดที่น่าสนใจของ TH-AI Passport มีอยู่ 4 เรื่องสำคัญ

1. ลดช่องว่างคนรวย-คนจนด้านเทคโนโลยี

ปัจจุบัน AI ระดับ Pro มีค่าใช้จ่ายหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือน คนทั่วไป นักเรียน ฟรีแลนซ์ หรือ SME จำนวนมากยังเข้าไม่ถึง

รัฐบาลระบุว่า ต้นทุนเฉลี่ยโครงการตกประมาณ “27 บาทต่อคนต่อเดือน” เทียบกับการสมัครเองที่อาจสูงกว่า 700–1,000 บาทต่อเดือน

หากคำนวณเชิงเศรษฐศาสตร์ ถือว่า “รัฐซื้อในราคาส่ง” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้เทคโนโลยีระดับโลก

2. เพิ่มประสิทธิภาพแรงงานไทย

AI สามารถช่วยลดเวลาทำงานเอกสาร สรุปข้อมูล ทำคอนเทนต์ เขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยธุรกิจขนาดเล็กได้จริง

หากคนไทยใช้ AI อย่างถูกวิธี ประเทศจะได้ “Productivity” เพิ่มขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะในยุคที่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานลดลง แต่ภาระเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

3. SME และเด็กจบใหม่ได้โอกาส

คนตัวเล็กอาจเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ที่สุด เพราะ AI ช่วยลดต้นทุนการเริ่มต้นธุรกิจ เช่น ทำโฆษณา ออกแบบสินค้า แปลภาษา หรือสร้างแบรนด์ได้เอง

สำหรับ First Jobber AI อาจกลายเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่ช่วยให้แข่งขันกับตลาดแรงงานโลกได้ง่ายขึ้น

4. ถ้ารัฐเก็บข้อมูลเชิงนโยบายได้ จะมีค่ามหาศาล

หากโครงการนี้ไม่จบแค่แจกสิทธิ์ แต่เก็บข้อมูลว่า “คนไทยใช้ AI ทำอะไร” รัฐจะเห็นภาพทักษะแรงงานจริงของประเทศ และออกนโยบาย Reskill ได้แม่นยำขึ้น

จุดอ่อนและความเสี่ยง : สิ่งที่คนกังวลไม่ใช่แค่เรื่องงบ

แม้แนวคิดจะดูทันสมัย แต่เสียงวิจารณ์ก็มีน้ำหนักไม่น้อย

1. เสี่ยงกลายเป็น “แจกแล้วจบ”

ปัญหาใหญ่ที่สุดของโครงการรัฐไทย คือ “มีของให้ แต่ไม่มีคนใช้เป็น”

ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ใช้ AI แค่ถามหวย แต่งรูป หรือพิมพ์เล่น โครงการนี้จะกลายเป็นเพียง “แจก Subscription แพงๆ” โดยไม่ได้เพิ่ม GDP ประเทศจริง

AI ไม่ได้สร้างมูลค่าเอง
“คนที่ใช้ AI เป็น” ต่างหากที่สร้างมูลค่า

2. ซื้อ AI ต่างชาติ แต่ไทยไม่ได้เทคโนโลยี

หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า เงินภาษีไทยกำลังไหลออกไปยังบริษัทต่างประเทศหรือไม่ เพราะโมเดล AI หลักยังเป็นของต่างชาติ เช่น ChatGPT, Gemini หรือ Claude

หากรัฐซื้อเพียงสิทธิ์ใช้งาน แต่ไม่ได้พัฒนา AI Infrastructure ของตัวเอง ประเทศอาจกลายเป็น “ผู้เช่าเทคโนโลยีตลอดไป”

3. ความโปร่งใสยังถูกตั้งคำถาม

แม้ DES ยืนยันว่าใช้ระบบ e-bidding และตรวจสอบได้ แต่ฝ่ายค้านและหลายฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตเรื่อง TOR การเร่งรัดโครงการ และความชัดเจนของผู้ได้ประโยชน์

คำถามที่สังคมต้องการคำตอบคือ

  • เลือก AI เจ้าไหนด้วยเกณฑ์อะไร?

  • ใครเป็นผู้ถือข้อมูลประชาชน?

  • มีการผูกขาดหรือไม่?

  • ระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหลอยู่ตรงไหน?

  • ประชาชนตรวจสอบผลลัพธ์ได้หรือไม่?

4. คนไทยยังมี “AI Literacy” ต่ำ

ปัญหาจริงอาจไม่ใช่ “ไม่มี AI” แต่คือ “ไม่รู้จะใช้ยังไง”

ข้อมูลของรัฐบาลเองระบุว่า ไทยมีอัตราการเข้าถึง AI เพียง 10.7% ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน

นั่นหมายความว่า ต่อให้แจกฟรี คนจำนวนมากก็อาจใช้ไม่เป็น หรือใช้ผิดทาง

แล้วโครงการนี้ “คุ้มไหม?”

คำตอบคือ “คุ้ม” ถ้ารัฐมองไกลกว่าการแจกสิทธิ์

แต่จะ “ไม่คุ้มทันที” ถ้าโครงการจบแค่ยอดลงทะเบียนสวยๆ

ความสำเร็จของ TH-AI Passport จะไม่วัดจากจำนวนคนสมัคร
แต่วัดจากว่า

  • คนไทยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไหม

  • SME โตขึ้นหรือไม่

  • แรงงานไทยทำงานเร็วขึ้นแค่ไหน

  • ประเทศสร้าง AI Ecosystem ของตัวเองได้หรือเปล่า

ทำอย่างไรให้โครงการนี้คุ้มค่าจริง?

1. แจก AI ต้องแจก “ความรู้” ควบคู่กัน

ควรมีหลักสูตรฟรีระดับชาติ เช่น

  • AI สำหรับแม่ค้าออนไลน์

  • AI สำหรับเกษตรกร

  • AI สำหรับนักเรียน

  • AI สำหรับราชการ

  • AI สำหรับ SME

ไม่ใช่แค่ให้ Login แล้วจบ

2. ต้องวัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ

รัฐควรเปิด Dashboard สาธารณะ เช่น

  • คนใช้จริงกี่คน

  • ใช้ด้านไหนมากที่สุด

  • เพิ่มรายได้เท่าไร

  • ลดต้นทุนได้แค่ไหน

ถ้าประชาชนเห็นผลลัพธ์ จะลดข้อครหางบละลายแม่น้ำ

3. ใช้โครงการนี้สร้าง AI ไทย

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยต้องไม่เป็นแค่ “ผู้ใช้ AI”

รัฐควรต่อยอดสู่

  • โมเดลภาษาไทย

  • ฐานข้อมูลไทย

  • AI ภาครัฐ

  • Open Dataset

  • Startup AI ไทย

เพื่อสร้างอุตสาหกรรมของตัวเองในระยะยาว

4. โปร่งใสทุกขั้นตอน

โครงการขนาด 1.6 พันล้าน ต้องเปิดเผยให้ตรวจสอบได้ทั้งหมด

ทั้ง TOR ผู้ชนะประมูล ราคา เงื่อนไขสัญญา KPI และผลลัพธ์จริง

เพราะยุคนี้ประชาชนไม่ได้กลัว “รัฐลงทุน”
แต่กลัว “รัฐลงทุนแล้วไม่เกิดผล”

บทสรุป

TH-AI Passport เป็นโครงการที่ “คิดถูกทาง” แต่ยังต้องพิสูจน์ว่า “ทำได้จริง”

หากบริหารดี ไทยอาจก้าวทันโลก AI และยกระดับแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

แต่ถ้าขาดการวัดผล ขาดการอบรม และขาดความโปร่งใส
มันอาจถูกจดจำในฐานะ “โครงการแจก AI พันล้าน ที่คนใช้ไม่เป็น”

สุดท้าย AI จะไม่เปลี่ยนประเทศด้วยตัวมันเอง
แต่คนที่ใช้ AI เป็น ต่างหากที่จะเปลี่ยนอนาคตประเทศได้

Share on Google+
หนังสือพิมพ์ออนไลน์
เศรษฐกิจในประเทศ