ไทย เอสพีเอส นิวส์ เป็นเว็บข่าวเพื่อมวลชน เจาะลึก ทันเหตุการณ์ โดยสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนเพื่อสังคมประเทศไทย
เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
(อ่านแล้ว 34 ครั้ง)
Share on Google+

  พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านกับ "วิกฤต 5 ระลอก": สรุป 5 ประเด็นสำคัญที่คนไทยต้องรู้

 



 

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ "กำลังซื้อ" ของประชาชนหดตัวอย่างรุนแรงสวนทางกับ "ค่าครองชีพ" ที่พุ่งสูงขึ้น จนหลายฝ่ายกังวลว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation อย่างเต็มตัว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าในเชิงนโยบายคือภาวะ "Budgetary Deadlock" หรือทางตันงบประมาณ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ในปัจจุบันเหลือวงเงินจัดสรรจริงไม่ถึง 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางสำรองฉุกเฉินก็ร่อยหรอเหลือเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือกับพายุเศรษฐกิจโลก รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจใช้เครื่องมือพิเศษอย่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มาเป็น "กระสุนนัดสำคัญ" ในจังหวะที่งบประมาณปี 2570 ยังต้องรออีกกว่า 5 เดือนถึงจะเริ่มใช้ได้
ทำไมต้องกู้ตอนนี้? เงินจำนวนมหาศาลนี้จะถูกนำไปใช้ในทิศทางใด? และวินัยการคลังของไทยจะสั่นคลอนหรือไม่? นี่คือ 5 ประเด็นวิเคราะห์ที่คุณต้องรู้
 
1. "วิกฤต 5 ระลอก" ทำไมการกู้ครั้งนี้จึงต่างจากช่วงโควิด-19
หากวิกฤตโควิด-19 คือคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้ามาแล้วจากไป วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันกลับมีลักษณะเป็น "คลื่นที่มาต่อเนื่องเป็นระลอก" (5 Waves of Crisis) ซึ่งมีความซับซ้อนและรุนแรงกว่าเดิม โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้จัดหมวดหมู่วิกฤตที่รุมเร้าออกเป็น 5 สาย ได้แก่:

    • วิกฤตสงคราม: ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ
    • ราคาพลังงาน: ต้นทุนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ผันผวนรุนแรง
    • ต้นทุนการผลิต: แรงกดดันด้านต้นทุนที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าทุกประเภท
    • ค่าครองชีพ: กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในวงกว้าง
    • กำลังซื้อถดถอย: เมื่อรายได้ที่แท้จริง (Real Disposable Income) ลดลงจนเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว

“วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตอย่างเช่นช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก... หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” — ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
 
2. สูตร 50/50 — ไม่ใช่แค่การ "แจก" แต่คือการ "ปรับโครงสร้าง"
หัวใจของ พ.ร.ก. ฉบับนี้คือการจัดสรรเงินกู้ออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน (ส่วนละ 2 แสนล้านบาท) เพื่อแก้ปัญหาทั้ง "อาการเฉพาะหน้า" และ "ต้นตอเชิงโครงสร้าง":

    • ส่วนเยียวยา (2 แสนล้านบาท): มุ่งเป้าบรรเทาภาระค่าครองชีพของกลุ่มเป้าหมายเปราะบาง และกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้นผ่านโครงการธงนำอย่าง "ไทยช่วยไทยพลัส"
    • ส่วนเปลี่ยนผ่าน (2 แสนล้านบาท): นี่คือการลงทุนใน "สินทรัพย์" เพื่อความยั่งยืน โดยเน้นไปที่การสร้าง Smart Grid (สายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ) และการพัฒนา EV Ecosystem ทั้งระบบ เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สูงถึง 7-8% ของ GDP

การกู้เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อราคาพลังงานโลกในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันใหม่ที่เงินงบประมาณปกติไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วพอ
 
3. "กู้ภายในประเทศ" และกลยุทธ์จัดการดอกเบี้ย
หนึ่งในจุดแข็งของระบบการเงินไทยคือสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารที่สูงกว่า 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลจึงเลือกกู้เงินจากแหล่งเงินทุนภายในประเทศ 100% ซึ่งมีข้อดี 3 ประการ:

    • ปราศจากความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน: ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเงินบาทผันผวน
    • ต้นทุนต่ำ: อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
    • การทยอยกู้ (Gradual Borrowing): รัฐบาลระบุชัดเจนว่าจะไม่กู้เงินมากองไว้ทีเดียวทั้ง 4 แสนล้านบาท แต่จะ "ทยอยกู้ตามความจำเป็น" ของโครงการ เพื่อลดภาระ Interest Carry Costs หรือต้นทุนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นโดยเปล่าประโยชน์หากเงินยังไม่ได้ถูกนำไปใช้จริง

 
4. สแกน "ไทยช่วยไทยพลัส" 30 ล้านสิทธิที่กำลังจะมา
โครงการที่ประชาชนรอคอยมากที่สุดคือ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินงบประมาณสูงถึง 60,000 – 70,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจคือ:

    • จำนวนสิทธิ: ตั้งเป้าหมายที่ 30 ล้านสิทธิ (ขยับขึ้นจากฐานเดิมที่เคยทำได้สูงสุด 28 ล้านสิทธิ)
    • กลุ่มเป้าหมาย: มุ่งเน้นไปที่ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และครอบคลุมกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่
    • ไทม์ไลน์: เปิดลงทะเบียนช่วง ปลายเดือน พ.ค. และพร้อมดีเดย์เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. เป็นต้นไป

 
5. เส้นตาย "เพดานหนี้สาธารณะ" กับวินัยการคลังที่ต้องจับตา
แม้การกู้เต็มวงเงินจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 69% ของ GDP ซึ่งปริ่มเพดานที่กำหนดไว้ 70% แต่รัฐบาลยังคงยืนยันว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้มี "เส้นตาย" ที่เข้มงวด คือทุกโครงการต้องถูกนำเสนอภายใน 30 ก.ย. 2569 และต้องเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 30 ก.ย. 2570
ในอีกด้านหนึ่ง ศิริกัญญา ตันสกุล และนักวิเคราะห์จากภาคส่วนต่างๆ ได้ฝากข้อกังวลเชิงนโยบายที่รัฐบาลควรพิจารณาเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด:

    • Infrastructure over Subsidy: แทนที่จะเน้นอุดหนุน Solar Farm เพียงอย่างเดียว ควรเทงบประมาณไปที่การพัฒนา Smart Grid เพื่อเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งจะยั่งยืนกว่าในระยะยาว
    • Domestic Value Chain: การส่งเสริม EV ไม่ควรเป็นเพียงการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ แต่ต้องสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศอย่างจริงจัง
    • Targeted Aid: การเยียวยาต้อง "ตรงจุด" มากกว่าการหว่านแห เพื่อไม่ให้ภาระดอกเบี้ยกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในงบประมาณปีต่อๆ ไป

 
บทสรุปและคำถามชวนคิด
พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือรักษาโรคแบบ 2 ด้าน คือเป็นทั้ง "ยาบรรเทาปวด" เพื่อรักษาประคองกำลังซื้อ และ "การผ่าตัดใหญ่" เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ ในวันที่เครื่องยนต์ปกติของงบประมาณทำงานได้ไม่เต็มที่
คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้เราทุกคนได้ร่วมขบคิดคือ: "เงินกู้ 4 แสนล้านนี้จะเป็นเขื่อนกั้นน้ำชั่วคราวเพื่อซื้อเวลา หรือจะเป็นการวางรากฐานโครงสร้างใหม่ที่จะช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตระลอกที่ 6 และ 7 ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน?" และด้วยเงื่อนไขวินัยการคลังที่ตึงตัวเช่นนี้ เราพร้อมแค่ไหนหากเกิดพายุเศรษฐกิจลูกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม?

Share on Google+
หนังสือพิมพ์ออนไลน์
เศรษฐกิจในประเทศ