(อ่านแล้ว 48 ครั้ง)
“แฉกลโกงคริปโทฯ พันล้าน! เหยื่อกว่า 30 รายแห่แจ้งจับสามีนางเอกดัง อ้างกำไร 500 เท่า ก่อนเงินหายเกลี้ยง”
คอลัมน์ข่าว :aekdon
กลายเป็นคดีใหญ่ที่สังคมจับตา เมื่อกลุ่มผู้เสียหายจากการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลกว่า 30 คน รวมตัวเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังถูกนักธุรกิจชื่อดัง ซึ่งเป็นสามีของนางเอกสาวช่องดัง ชักชวนลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี จนเกิดความเสียหายรวมสูงถึงกว่า 1,386 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมทีมงาน ได้พาผู้เสียหายเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับนักธุรกิจรายดังกล่าว
นายแทนคุณ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายจำนวนมากถูกชักชวนให้ลงทุนในเหรียญดิจิทัล 2 สกุล โดยผู้ต้องหาอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่าของเงินลงทุน ทำให้หลายคนหลงเชื่อและนำเงินจำนวนมากมาร่วมลงทุน แต่เมื่อถึงกำหนดถอนเงิน กลับไม่สามารถนำเงินออกมาได้
ผู้ชักชวนอ้างกับนักลงทุนว่าระบบถูกแฮ็ก และติดปัญหากฎหมายฟอกเงินระหว่างประเทศ จึงไม่สามารถดำเนินการโอนเงินคืนได้
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในปี 2568 นักธุรกิจรายนี้เคยถูกออกหมายจับในคดี ฉ้อโกงประชาชน มาแล้ว และขณะนี้มีข้อมูลว่าได้หลบหนีไปพำนักอยู่ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ผู้เสียหายรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ผู้ต้องหามักสร้างภาพลักษณ์หรูหรา ผ่านการโพสต์ภาพคู่กับคนดัง และบุคคลระดับโลก รวมถึงนักการเมืองระดับประเทศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมอ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโทเคอร์เรนซีและเป็นหนึ่งในผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในวงการ
“บางคนเอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุน เพราะหวังนำกำไรไปรักษาโรคมะเร็ง แต่สุดท้ายเงินหายหมด บางคนเสียชีวิตไปแล้ว ขณะที่คนโกงกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในต่างประเทศ” ผู้เสียหายกล่าว
ที่น่าตกใจคือ ผู้เสียหายยังระบุว่า ผู้ต้องหายังส่งข้อความกลับมาด่าทอว่า “โง่” และท้าทายว่าฟ้องร้องไปก็ไม่สามารถเอาผิดได้
นายแทนคุณ ระบุว่า พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดหลายข้อหา ได้แก่
-
ความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
-
ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
-
ความผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อปี 2567 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เคยร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลดังกล่าวต่อ บก.ปอศ. ในข้อหา ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561
การตรวจสอบของ ก.ล.ต. ยังพบว่า เว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เกี่ยวข้อง มีการเปิดระบบซื้อขายและจับคู่คำสั่งซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเข้าข่ายการดำเนินธุรกิจ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล แต่บริษัทและผู้ต้องหาไม่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายและภาคประชาชนยังแสดงความกังวล เนื่องจากพบว่าแพลตฟอร์มและกลุ่มโซเชียลที่เกี่ยวข้องยังคงมีความเคลื่อนไหว ชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก
กรณีนี้จึงกลายเป็น บทเรียนราคาแพงของยุคสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนอยู่เสมอว่า “ผลตอบแทนสูงผิดปกติ มักมาพร้อมความเสี่ยงสูงผิดปกติเช่นกัน” และประชาชนควรตรวจสอบใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง.


















