(อ่านแล้ว 17 ครั้ง)
“พี.ซี.สยามปิโตรเลียม” โต้ข่าวกักตุนดีเซล 2 ล้านลิตร ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ยันสต๊อกเป็น “เบนซิน” พร้อมเปิดหลักฐานสู้ข้อกล่าวหา
สถานการณ์ข้อกล่าวหา “กักตุนน้ำมัน” ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในภาคพลังงาน กำลังถูกโต้กลับอย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้ถูกพาดพิง
เมื่อวันที่ 6 เมษายน บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาว่ากักตุนน้ำมันดีเซลปริมาณ 2 ล้านลิตร โดยยืนยันชัดว่า “ไม่เป็นความจริง” พร้อมระบุว่าน้ำมันดังกล่าวแท้จริงเป็น “น้ำมันเบนซิน” ที่อยู่ในระบบสต๊อกตามปกติ เพื่อรอการจำหน่ายให้ลูกค้าตามสัญญาทางธุรกิจ
พ.ท.จำนงค์ วิบูลย์ศิลป์ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ระบุว่า ข่าวที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้มีความคลาดเคลื่อนหลายจุด ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของบริษัทอย่างรุนแรง ทั้งที่บริษัทดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย และปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด
ประเด็นข้อกล่าวหาเริ่มต้นจากการร้องทุกข์เมื่อวันที่ 4 เมษายน โดยเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดในพื้นที่สุราษฎร์ธานี ที่ตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทอาจครอบครองน้ำมันเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และเข้าข่ายกักตุนสินค้าเพื่อหวังผลทางการค้า
อย่างไรก็ตาม บริษัทชี้แจงว่า ตลอดช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการตรวจสอบคลังน้ำมันจากทั้งเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและส่วนกลางหลายครั้ง แต่ไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด
เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ บริษัทได้เตรียมเอกสารสำคัญ ทั้งบัญชีซื้อขาย เอกสารรับ-จ่าย และข้อมูลการขนส่งน้ำมันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งระบุว่ามีการขนส่งเพียง 6 เที่ยวเท่านั้น โดยเตรียมส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในวันที่ 7 เมษายนนี้
ผู้บริหารยังย้ำว่า บริษัทเป็นเพียงผู้ประกอบการท้องถิ่นขนาดเล็ก มีคู่ค้าเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และไม่มีพฤติกรรมกักตุนเพื่อแสวงหากำไรตามที่ถูกกล่าวหา
ขณะเดียวกัน บริษัทหลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นต่อประเด็นน้ำมันสูญหายปริมาณมหาศาลในระบบขนส่ง และกระแสข่าวที่อาจถูกมองว่าเป็น “แพะรับบาป” แต่ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ในมิติผลกระทบ บริษัทระบุว่ากระแสข่าวดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อยอดสั่งซื้อและความเชื่อมั่นของลูกค้า พร้อมส่งสัญญาณเตรียมใช้สิทธิ์ทางกฎหมายกับการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย
กรณีนี้จึงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าข้อเท็จจริงจากเอกสารและกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐ จะสามารถคลี่คลายข้อสงสัย และคืนความเชื่อมั่นให้กับภาคพลังงานได้หรือไม่ในระยะต่อไป



















