ไทย เอสพีเอส นิวส์ เป็นเว็บข่าวเพื่อมวลชน เจาะลึก ทันเหตุการณ์ โดยสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนเพื่อสังคมประเทศไทย
น้ำมันแพง__ผ่าวิกฤตค่าครองชีพ
(อ่านแล้ว 11 ครั้ง)
Share on Google+

  เกาะติดวิกฤตพลังงาน 2569: ดีเซลจ่อทะลุ 60 บาท รัฐงัดมาตรการระดับ 3 ปันส่วนน้ำมันหลังสงกรานต์

 



 

รายงานโดย: aekdon
(กรุงเทพฯ – 4 เมษายน 2569) สถานการณ์พลังงานไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "เขตอันตราย" อย่างเต็มรูปแบบ หลังราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 47.74 บาทต่อลิตร (มีผล 3 เมษายน 2569) ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจนบีบให้รัฐบาลต้องพิจารณาแผนรับมือขั้นสูงสุด เพื่อป้องกันอุปทานพลังงานขาดแคลนในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์
สรุปประเด็นข่าวสำคัญ

    • ราคาดีเซลจ่อทะลุ 60 บาท: ปัจจุบันราคาดีเซลหน้าปั๊มที่ 47.74 บาท ยังมีการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ถึง 17 - 24 บาทต่อลิตร หากไม่มีการอุดหนุน ราคาที่แท้จริงตามกลไกตลาดจะพุ่งสูงถึง 57.03 - 58.06 บาทต่อลิตร ทันที นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อเกิน 16 สัปดาห์ และรัฐบาลหมดวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทในการพยุงราคา มีโอกาสสูงที่ราคาจะแตะระดับ 60 บาทต่อลิตร
    • วิกฤตน้ำมันขาดแคลนหลังสงกรานต์: มีการคาดการณ์ว่าหากความต้องการใช้ดีเซลยังสูงผิดปกติ (แตะ 82.99 ล้านลิตร/วัน) สต็อกน้ำมัน ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 อาจเหลือเพียง 588 ล้านลิตร หรือใช้ได้เพียง 6.7 วันเท่านั้น เนื่องจากโรงกลั่นเดินเครื่องเกินกำลัง 100% มานานกว่าเดือนจนเสี่ยงต่อปัญหาทางเทคนิค
    • งัดมาตรการระดับ 3 บังคับใช้: รัฐบาลเตรียมยกระดับสู่มาตรการ "ปันส่วนน้ำมัน" (Rationing) โดยให้ทหารและตำรวจเข้าควบคุมจุดจำหน่าย พร้อมบังคับปิดสถานีบริการน้ำมันเวลา 22.00 น. (ยกเว้นเส้นทางหลัก) และสั่งห้างสรรพสินค้าปิดระบบปรับอากาศก่อนเวลาปิด 30 นาที
    • แพ็กเกจเยียวยา "ไทยช่วยไทย พลัส": กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการใหม่ที่จะผนวก "คนละครึ่ง พลัส" เข้ากับ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 13 ล้านคน โดยคาดว่าจะเริ่มให้ลงทะเบียนและใช้จ่ายได้ในเดือน พฤษภาคม 2569

หลุมพรางเชิงโครงสร้างและความเสี่ยง Stagflation
จากข้อมูลทั้งหมด สามารถวิเคราะห์ประเด็นที่น่ากังวลและข้อสงสัยในเชิงนโยบายได้ 3 มิติหลัก ดังนี้:
1. ความบิดเบี้ยวของโครงสร้างราคา "ค่าขนส่งทิพย์" ข้อสงสัยสำคัญที่ภาคประชาชนตั้งคำถามคือระบบ Import Parity ที่อิงราคาหน้าโรงกลั่นไทยกับราคาสิงคโปร์ โดยมีการบวก "ค่าขนส่งและประกันภัยสมมติ" เสมือนว่านำเข้ามาจากสิงคโปร์จริงๆ ทั้งที่กลั่นในประเทศ นอกจากนี้ยังมีภาวะ "ราคา 2 มาตรฐาน" ที่น้ำมันขายในไทยถูกบวกต้นทุนสมมติ แต่เมื่อส่งออกไปขายต่างประเทศกลับใช้ราคาสิงคโปร์โดยไม่บวกค่าขนส่ง ทำให้คนไทยซื้อน้ำมันที่ผลิตในประเทศแพงกว่าราคาส่งออก
2. กำไรลาภลอย (Windfall Profit) บนหยาดเหงื่อประชาชน ขณะที่กองทุนน้ำมันติดลบหนักกว่า 4.2 - 5 หมื่นล้านบาท แต่โรงกลั่นน้ำมันและยักษ์ใหญ่พลังงานกลับมีผลกำไรมหาศาล โดยเฉพาะ "ค่าการกลั่น" ที่พุ่งสูงขึ้นผิดปกติในช่วงวิกฤต ซึ่งนักวิชาการเสนอว่าควรมีการเก็บ Windfall Tax หรือภาษีลาภลอย เพื่อนำเงินส่วนเกินมาคืนสู่สังคมและลดภาระหนี้กองทุน
3. สัญญาณอันตรายสู่ภาวะ Stagflation เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง โดยมีปัจจัยชี้วัดดังนี้:

    • เงินเฟ้อพุ่ง: ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น 1 บาท จะฉุด GDP ลดลง 0.02% และดีเซลที่พุ่งพรวด 6 บาท ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ทันที 20-25%
    • ต้นทุนสินค้าขยับ: สินค้าอุปโภคบริโภค 6 กลุ่มหลัก (เครื่องดื่ม, นม, น้ำมันพืช, วัสดุก่อสร้าง, เคมีภัณฑ์, ผงซักฟอก) เตรียมปรับขึ้นราคา 8-10% หลังสงกรานต์
    • GDP ติดลบ: หากราคาน้ำมันดิบโลกยืนระยะที่ 140 ดอลลาร์/บาร์เรล เกิน 16 สัปดาห์ GDP ไทยมีความเสี่ยงจะหดตัวหรือ ติดลบ -0.5% ถึง 1%

บทสรุปการรายงาน: วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่เป็นการทดสอบธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการพลังงานของรัฐบาล มาตรการระยะสั้นอย่าง "ไทยช่วยไทย พลัส" อาจช่วยบรรเทาได้เพียงชั่วคราว แต่หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยวและการแยกผู้คุมกฎ (Regulator) ออกจากผู้เล่น (Player) อย่างเด็ดขาด ประเทศไทยอาจต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะมหาศาลและภาวะ Stagflation ที่ยืดเยื้อเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้

Share on Google+
หนังสือพิมพ์ออนไลน์
เศรษฐกิจในประเทศ