(อ่านแล้ว 282 ครั้ง)
“ไทยชะลอสัญญาสันติภาพกัมพูชา หลังทหารเหยียบกับระเบิด—ดีลที่ทรัมป์อวด ‘หยุดชะงัก’ ภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์”
คอลัมน์ข่าว | วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา หลังดีลสันติภาพสะดุด
สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาร้อนระอุอีกครั้ง หลังรัฐบาลไทยประกาศ “ชะลอ” ความคืบหน้าในสัญญาสันติภาพที่ลงนามเมื่อปลายเดือนตุลาคมในมาเลเซีย—พิธีที่มีทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ร่วมเป็นสักขีพยาน และถูกนำเสนอว่าเป็น “ความสำเร็จด้านการไกล่เกลี่ย” ของสหรัฐฯ
แต่เพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ สัญญานั้นก็สั่นคลอนอย่างหนัก เมื่อเกิดเหตุ ทหารไทย 4 นายเหยียบกับระเบิด ที่ชายแดนด้านจังหวัดศรีสะเกษ หนึ่งนายถึงขั้นขาขาด อีกหลายรายบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด เหตุเกิดระหว่างการลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ
ท่าทีไทย: หยุดทุกข้อตกลงจนกว่ากัมพูชาต้อง “แสดงความจริงใจ”
พลเอกอุกฤษ บุญถนอม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประกาศผ่านเฟซบุ๊กของกองทัพว่า
“ไทยจะหยุดทุกข้อตกลง จนกว่ากัมพูชาจะแสดงอย่างชัดเจนว่าไม่มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อเรา”
ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าจะชี้แจงต่อกรุงวอชิงตันถึงเหตุผลของไทยโดยเร็ว
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเยี่ยมทหารบาดเจ็บและย้ำชัดเจนว่า
“วันนี้ ข้อตกลงเดินหน้าสันติภาพจบแล้ว ไทยคือของเรา แผ่นดินที่ยืนอยู่นี้คือไทย ไม่มีใครอ้างสิทธิได้”
ข้อกล่าวหาใหม่: ฝ่ายไหนวางทุ่น?
ฝ่ายไทยอ้างว่า พบ “ทุ่นระเบิดใหม่” หลังลวดหนามชายแดนถูกเคลื่อนย้ายเมื่อ 9 พ.ย. ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดคำประกาศร่วม
อย่างไรก็ตาม กัมพูชาปฏิเสธเสียงแข็ง ระบุในแถลงการณ์ว่า
-
ไม่ได้วางทุ่นใหม่
-
จะไม่วางในอนาคต
-
เหตุเกิดอาจเกี่ยวข้องกับทุ่นเก่าจากสงครามหลายทศวรรษ
-
และย้ำว่ายังคงยึดมั่นต่อแผนสันติภาพ
โฆษกกลาโหมกัมพูชาระบุว่า “สถานการณ์ยังสงบ” หลังการสื่อสารระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่าย
ผลกระทบทันที: ผู้ต้องขังสงคราม 18 คนอาจไม่ได้กลับบ้าน
หนึ่งในผลกระทบสำคัญคือ แผนปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 ราย ที่กำหนดไว้ในสัญญาสันติภาพ ล่าสุดไทยประกาศว่า จะไม่เดินหน้าการปล่อยตัว
ภาพรวม: สันติภาพเปราะบางที่เพิ่งเริ่ม…ก็เริ่มร้าว
ความพยายามไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ถูกตั้งคำถามทันทีว่า “ได้ผลจริงหรือแค่ภาพลวงตาชั่วคราว” เพราะข้อตกลงที่ควรจะนำสู่เสถียรภาพ กลับเริ่มแตกร้าวจากเหตุชายแดนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และพื้นที่ที่ยังไม่ปักปันเขตแดนชัดเจน
สถานการณ์ยังคงเปราะบาง และทุกสายตาจับจ้องว่าทั้งสองประเทศจะเดินหน้าอย่างไร—เลือกกลับสู่โต๊ะเจรจา หรือปล่อยให้ความตึงเครียดปะทุขึ้นอีกครั้งในภูมิภาคที่เคยลุกเป็นไฟมาแล้วหลายรอบ


















