(อ่านแล้ว 26 ครั้ง)
ฮุน เซน ลั่นศักดิ์ศรีชาติ “ไม่มีทหารรับจ้างต่างชาติ” โต้ข่าวสื่อไทย ปมสมรภูมิชายแดนเดือดวันที่ 10
คอลัมน์ข่าว : aekdon
ฮุน เซน ชี้ชัด กัมพูชารบด้วยกำลังตนเอง ปัดข่าวทหารรับจ้างต่างชาติ
สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ล่าสุดล่วงเข้าสู่วันที่ 10 ของการเผชิญหน้า ท่ามกลางกระแสข่าวและความวิตกของประชาชน โดยก่อนหน้านี้มีการประชาสัมพันธ์จากฝั่งไทย ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส ทหารรับจ้างต่างชาติ ที่อาจแฝงตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
ท่ามกลางกระแสดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568
สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานวุฒิสภา ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งกลับมาเปิดการมองเห็นในประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อ โต้รายงานของสื่อไทยบางสำนัก ที่อ้างว่ามีทหารรัสเซียและชาวต่างชาติ เข้าร่วมการสู้รบเคียงข้างกองทัพกัมพูชา
ย้ำชัด “ไม่มีต่างชาติในสนามรบ”
ฮุน เซน ระบุในโพสต์ว่า เพื่อรักษา ศักดิ์ศรีของกัมพูชา ตนขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“กัมพูชาไม่มีประชาชนชาวรัสเซีย หรือชาวต่างชาติใดๆ เข้าร่วมในสนามรบ หรือแม้แต่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางทหารให้กับกองทัพกัมพูชา เราไม่มีกองทัพต่างชาติอยู่ในพื้นที่”
ถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นการตอบโต้ตรงไปตรงมาต่อข่าวที่ถูกเผยแพร่ พร้อมย้ำว่า การนำกองกำลังต่างชาติเข้ามามีบทบาททางทหาร ไม่ใช่วิถีของกัมพูชา
ย้อนประวัติศาสตร์ ย้ำเอกราชหลัง UNTAC
ฮุน เซน ยังอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ โดยระบุว่า กัมพูชาในปัจจุบันถือกำเนิดขึ้นอย่างแท้จริง หลังจาก องค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา (UNTAC) ถอนกำลังออกไปในปี 2536 นับจากนั้นเป็นต้นมา กัมพูชาไม่มีการตั้งกองกำลังต่างชาติถาวรอยู่ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า ในอดีตเคยมี ความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศ ทั้งในลักษณะพหุชาติหรือทวิภาคี เช่น การผ่านเข้ามาของกองทัพเรือหรือกองทัพบกต่างชาติ ผ่านจังหวัดสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในกรอบความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ และไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในปัจจุบัน
แยกชัด “ชาวต่างชาติ” ไม่ใช่ “ทหาร”
ฮุน เซน ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกัมพูชามีชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนด้านการท่องเที่ยว ช่างเทคนิค หรือแรงงานในภาคธุรกิจต่างๆ แต่ทั้งหมด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางทหารหรือการสู้รบใดๆ
ถ้อยแถลงครั้งนี้จึงสะท้อนความพยายามของผู้นำกัมพูชาในการ ควบคุมภาพลักษณ์ประเทศบนเวทีระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังเปราะบาง และกระแสข่าวด้านความมั่นคงที่สังคมกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
ขณะที่สถานการณ์จริงในพื้นที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสื่อสารจากผู้นำระดับสูงเช่นนี้ ย่อมส่งสัญญาณชัดว่า กัมพูชาต้องการยืนยันว่า การเผชิญหน้าครั้งนี้ เป็นเรื่องของกำลังภายใน ไม่ใช่สงครามตัวแทนของใคร.

















